Akasith's profileWaiting for Somewhere, S...PhotosBlogListsMore Tools Help

Waiting for Somewhere, Something and Someone

Akasith Leerahawong

No list items have been added yet.
April 14

เห้อออออ

 ด่ากูว่า "ไอ้เหี้ย!!!" ก็ได้กูไม่ว่า
แต่อย่าด่ากูว่า "ไอ้ทักษิณ!!!" กูเจ็บ
June 30

จัดไป อยาให้เสีย ขอบคุณสำหรับทริปกรุ๊ป

ขอบคุณน้องๆ...ที่ลงแรงและใจเพื่อกรุ๊ป
ขอบคุณน้องๆ...สำหรับกิจกรรมที่งดงาม
ขอบคุณน้องๆ...ที่รักกันจนกรุ๊ปพัฒนาไปอย่างสวยงาม
ขอบคุณน้องๆ...สำหรับมิตรภาพที่ยังมีให้พี่บัณฑิตแก่ๆ คนหนึ่ง
ขอบคุณน้องๆ...ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของพี่ไปอีกหนึ่งปี
และจักขอบคุณอย่างยิ่ง...ถ้าน้องจะไม่ลืมกัน

ป.ล. ปีหน้าอย่าลืมบอกกล่าวกันด้วยนะครับว่าจะจัดเมือไหร่
ถ้าเป็นไปได้จะได้หนีจากญี่ปุ่นกลับไทยถูกช่วงเวลา
จะได้มาทริปกรุ๊ปทำลายสถิติวะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ป.ล. 2 รักนะ กรุ๊ป ๑

March 08

Just Listen

 
 
หลายคนคงสงสัยว่าช่วงนี้ไอ้เอกมันเป็นเชี่ยนนนนน อะไรวะ อัพบล๊อกอยู่นั่น
เอาหน่ะทนๆ หน่อย มันก็เป็นพักๆ แหละ ยิ่งช่วงนี้ ติสต์แดก จิตตก สติไม่ปกติ
 
"อ้าว เชี่ยนนนน เอนทรี่ที่แล้วเสือกบอกว่า Happy ยิ้มซะกว้างสัด"
 
เออ ช่ายกรูมีความสุขจริง เพราะไม่กี่วันมานี้ได้คุยได้พูดอะไรหลายๆ อย่างกับคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
และคำพูดที่ได้ตอบกลับมามันก็เหมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจ แต่น้ำทิพย์ไหนเลยจะสามารถชะล้างตะกอนความเหงาในหัวใจ
ที่อัดตัวกันแน่นจนเป็นตะกรันไปได้ในคราวเดียว ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาล่ะวะ
 
ที่มาเขียนเพราะว่าหลังจากเสียสติไปเพราะตัวหนัง "รักแห่งสยาม" ไปแล้ว
ก็ถึงคราวมาเสียสติอีกรอบเพราะเพลงประกอบหนัง ที่ไม่รู้ทำไมฟังแล้วรู้สึกว่า
นี่แหละคือคน นี่แหละคือชีวิต จริงๆ จะเรียกเพลงพวกนี้ว่าเพลงประกอบหนังก็ไม่ถูกซะทีเดียว
เพราะเพลงมันถูกสร้างขึ้นเพื่อหนัง บางเพลงมีมาก่อนหนังเสียอีก 
ไม่ใช่แค่เอามาประกอบหนัง ถ้าไม่มีเพลงก็อาจจะไม่มีหนัง งง มะ ฮ่าๆ
 
วันนี้เลยเอาเพลงมาให้ฟังกัน 4 เพลง ทุกเพลงล้วนเป็นการประพันธ์จากผู้กำกับภาพยนตร์หรือ "เจ้ามะเดี่ยว" แทบทั้งสิ้น
ยกเว้นก็แต่เพลง "รู้สึกบ้างไหม" ที่พิช (คนที่เล่นเป็นมิว) แต่งขึ้น
 
เริ่มนะ ฟังทีละเพลงนะ เรียงลำดับด้วยล่ะ อย่าข้ามขั้น
ไอ้เอกพยายามเอามาแปะให้แล้วแต่มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นหาฟังกันเองวใครตัวมันนะพี่น้อง
หรือใครอยากได้ยิ่งชีพ แทบจะลงไปดิ้นเร่าๆ ถ้าเจอกันใน MSN ก็ขอมาแล้วกัน
 
"รู้สึกบ้างไหม (Original Mix)"
 
 
 
อาจจะดูเนิ่นนาน ก็อาจจะผ่านมาแสนไกล
ที่เราต่างคน ต่างเดิน ต่างไปในวันนั้น
อาจมีใครหลายคน ก็อาจมีคนเป็นร้อยพัน
ที่เข้ามาทำให้คืนและวันฉันหมุนไป

รึเพราะว่าเขาไม่ใช่เธอ...
และเหมือนว่าฉันนั้นยังไม่เจอ กับสิ่งที่ตัวเองทำหล่นหาย

รึเพราะวันนั้นเอง ที่ฉันทำเรื่องเราพลาดไป
ไม่อาจจะทำให้เรากลับไป เป็นอย่างวันนั้น

รู้สึกอย่างฉันบ้างไหม ว่าวันที่ไม่มีเธออยู่
วันที่เธอไม่อยู่ ชีวิตก็ดูไม่มีความหมาย

รู้สึกอย่างฉันบ้างไหม
ว่าวันที่เรามีกันข้างกาย ที่เรามีกันข้างกาย
ไม่มีวันไหน ที่ไม่สุขใจเลยสักวัน

อาจจะดูไม่ทัน และมันอาจจะสายไป
เมื่อทางที่เราต่างคน ต่างไปมันไกลแล้ว

แต่จะยังเฝ้าคอย ถึงแม้จะดูไม่มีวี่แวว
แต่จะรอเธอเสมอ และจะไม่รักใคร

นั้นเพราะว่าเขาไม่ใช่เธอ...
และเหมือนว่าฉัน นั้นเพิ่งเจอ กับสิ่งที่รอเมื่อวันที่สาย

ก็ในวันนั้นเอง ที่ฉันทำเรื่องเราพลาดไป
ไม่อาจจะทำให้เราคืนไป เป็นอย่างวันนั้น

หากว่าเรารู้สึกเหมือนกัน
อยากให้เรากลับมาเป็นเหมือนดั่งวันเก่า จะได้ไหม
อยากจะขอสักครั้ง ขอแค่สักครั้ง

ขอโอกาสสุดท้าย ให้เรากลับมา ให้เราได้กลับมารัก...
 
##############################
 
"คืนอันเป็นนิรันดร์"
 
 
 
เหมือนว่าเราจะมอง ไม่เห็นหนทางใด
ตกอยู่ในความมืดบอด ตกอยู่ในห้วงใจที่อ่อนไหว
เหมือนจะเป็นกลางคืนอันยาวนาน เมื่อฟ้าไม่มีแสงใด
มองไปรอบกาย หัวใจก็พลันหวาดกลัว

ว่าเหตุใดคืนที่ยาวนาน ไม่ผ่านไปเสียที
จากนี้จะมีหนทางอื่นอีกไหม
แต่อย่างไรก็ตามยังมีตะวันยังที่ฉายในวันต่อไป
แต่ไม่รู้ต้องรอเมื่อไหร่ หรือใจเราคงจะอยู่กับคืนอันเป็นนิรันดร์

ว่าเหตุใดคืนที่ยาวนาน ไม่ผ่านไปเสียที
จากนี้จะมีหนทางอื่นอีกไหม
แต่อย่างไรก็ตามยังมีตะวันยังฉายในวันต่อไป
เมื่อเรามีเช้าวันใหม่ หวังใจว่าจะมีหนทาง

เมื่อทุกข์ในวันเมื่อวานคืนกลับมาหาใจอันอ่อนแอ
เหตุที่ใจแพ้เพราะเราต่างหากที่แพ้ใจ
ความทุกข์จึงเป็นกลางคืนอันยาวนาน แต่แล้วมันจะผ่านไป

ตราบใดเวลายังหมุนผ่าน ความทุกข์จะผ่าน
เพราะไม่มีคืนใดเป็นนิรันดร์
วันคืนต้องผ่าน นั่นคือเวลาอันเป็นนิรันดร์
 
##############################
 
"Ticket Night Trip RMX"
 
 
 
เธอเคยได้ยินใช่ไหมว่าที่หนึ่งถ้าเราไปถึงจะมีทุกอย่าง
และเคยได้ยินใช่ไหมว่ามีรถไฟที่พาไปถึงปลายทาง
และคงได้ยินมาบ้างเรื่องตั๋วเดินทางไปสู่ความรัก
ที่มันอาจหาได้ไม่ยาก แต่มันลำบากเมื่อตอนเดินทาง

และนี่คือบทเพลงที่บรรเลงความว้าเหว่ให้ฟัง
Md sponx จะ sing a song อันว้าเหว่ ดัง ดัง
ใครต่อใครที่ใจยังวังเวงและว้าเหว่มาฟัง
Md sponx จะ sing a song อันว้าเหว่ ฟัง ฟัง

นั่นคือเพลงๆนั้นที่เธอกับฉันเคยฟังด้วยกัน
บนทางที่ไปทะเลวันนั้น ฉันยังจำได้เหมือนในความฝัน
ที่บางคืนที่ฉันตื่นมานอนน้ำตา แค่ฝันร้าย
และคิดว่าเธอจะตื่นขึ้นมาได้เห็นได้ปลอบใจ
แต่ไม่มีเลย เธอจากฉันไป และนี่คือฝันร้ายที่ฉันยังคงติดตา

เหม่อมองดูทางรถไฟ ไม่มีใครไปแล้วกลับมา
คิดถึงใครที่ทิ้งไป แล้วไม่มีวันจะย้อนมา
หากฉันได้ไปกับรถไฟ ฉันคงจะไม่กลับมา
อยากไปกับรถไฟ แล้วคงไม่มีวันกลับมา...หา

ใจคนเราไม่อาจลืมเลือนได้เช่นใด แล้วก็หัวใจคนไม่อยากเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น
เรื่องที่ฉันตั้งใจจะลืมเธอไปสักคน เมื่อหลุดพ้น ก็ทำใจลืมเธอได้ยาก

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ใครบอกว่าทำใจมันต้องใช้เวลา
เมื่อนานมาแล้วฉันรักเธอยังไง แต่วันนี้เธอไปยังรักไม่มีสร่างซา

เพราะมันเป็นเพลงของใครไม่รู้ วันนี้ฉันเปิดดูไม่เจอแม้แผ่นเสียง
ที่บอกว่าเป็นเพลงบนทางเดินเคียง แต่วันนี้มีเพียง ฉันที่จำได้
ก็ไม่รู้ว่าเธอลืมไปหรือยัง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเธอไปอยู่ไหน
จะสบายดีหรือทุกข์ทนเจียนตาย จะมีใครต่อใครปลอบใจหรือคอยยินดี

ในความเสียใจที่ยังยืนยง ในความลุ่มหลงที่ยังยืนนาน
เธอทำให้ฝันถึงวันเมื่อวาน แล้วตื่นมา...ร้องไห้อยู่คนเดียว

นั่งมองดูทางรถไฟ ไม่มีใครไปแล้วกลับมา
คิดถึงใครที่ทิ้งไป แล้วไม่มีวันจะย้อนมา (ไม่มีวันย้อนกลับมา)
หากฉันได้ไปกับรถไฟ ฉันคงจะไม่กลับมา
อยากไปกับรถไฟ แล้วคงไม่มีวันจะย้อนมา....หา

ฉันนอนบนเตียงที่เธอเคยนอน และยังกอดหมอนที่เธอเคยหนุน
ฉันฝันว่ามันยังคงอบอุ่น ด้วยรักของเธอไม่มีเปลี่ยนไป
ฉันเคยพากเพียรเขียนซึ่งเพลงรัก ด้วยหวังว่าเธอจะมาสนใจ
แต่จนวันนี้ ณ เพลงรถไฟ...เธอไม่เคยจดจำ

หรือเพราะว่ารักเธอ ไปหรือเปล่า ฉันรัก รัก เธอ เกินไปหรือเปล่า
หรือฉันคิด ถึง ไปหรือเปล่า ฉันคิด คิดถึง เธอ ไปหรือเปล่า
ฉันรักเธอ ไปหรือเปล่า ฉันรัก รัก เธอ เกินไปหรือเปล่า
ฉันคิด ถึง ไปหรือเปล่า ฉันคิด คิดถึง เธอ เกินไปหรือเปล่า
 
##############################
 
"คนธรรมดา"
 
 
 
วันเวลาที่แสนสวยงามของเรา อาจจบเท่านั้น
เป็นเพียงเพราะเราใช้มันทำให้กันและกัน ต้องเสียใจ
เมื่อความเป็นจริงวันวานเมื่อวานนั้นผ่านไป
แต่เรายังหวัง ให้รักที่เหลือเจือจางเป็นดั่งเดิมทุกอย่าง

เราใฝ่ไปเกินฝัน จนเป็นความไม่เข้าใจ
เวลาจะแปรอะไรจากที่เป็น ไม่เว้นแม้รัก
ที่ผูกพันและเสียดาย
จนวันหนึ่งมันเปลี่ยนเราไปคล้ายใคร ไม่รู้จัก

บางทีเราเป็นเพียงคนโง่ บางทีเราเป็นเพียงคนเหงา
บางทีเราอาจเพียงต้องการแค่เรา ที่หายไป
บางทีเราเป็นเพียงคนหนึ่งธรรมดา ที่ไม่เข้าใจ
ในความหมายรักลึกซึ้ง และแสนยิ่งใหญ่
กว่าใครครอบครอง 

เราเคยคิดว่า เราสองเราก็ต่าง เข้าใจในรัก
และพยายามทำเหมือนว่าเราเคยรู้จัก ความไว้ใจ
ก็เคยสัญญาว่าไม่ครอบครอง เราแค่ประคองกันไว้
แต่ความรักนั้นทำให้ทุกอย่างมันไม่ง่าย

แล้วมันจะผ่านพ้นไปหรือเปล่า แล้วเราจะลืมได้เมื่อไร
แล้วใจที่พังยับเยินใครจะเอาไว้ ......

รัก คือที่มาของความสุข แต่รักก็เอามันคืนไป
ไม่รู้ ใครบอกฉันซักทีว่า ความรัก...มันคืออะไร มันคืออะไร ใครบอกฉัน.....
 
##############################
 
ฟังแล้วจะชอบหรือไม่ หรือได้อะไรจากมันบ้างก็คนขึ้นกับคนที่รับฟัง
เพราะมันที่กรูเคยบอก กรูไม่อาจคิดแทนใครได้
 
การอัพเอนทรี่ด้วยประการฉะนี้
 
 
March 07

Happy

 
 
 
 
^__________^
 
 
 
 
 
 
 
March 05

ว่าด้วยความเหงา.........กับเด็กน้อยผู้ก่อกำแพง.........

 

 

 

 

 

ว่าด้วยความเหงา..........กับเด็กน้อยผู้ก่อกำแพง..........

 

ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างมุ่งมั่นแสวงหานิยามและคำตอบมากมายให้กับคำถามที่ว่า ความรักคืออะไร

แต่กลับมีกลุ่มคนเพียงน้อยนิดที่พยายามจะจำกัดความสิ่งที่เรียกว่า ความเหงา

 

ทั้งๆ ที่ในแท้จริงแล้ว ความรัก กับ ความเหงา ก็นิยามได้ยากเย็นไม่ต่างกัน

อาจเป็นเพราะมีเพียงกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่เข้าในอย่างแท้จริงว่า ความเหงา มันคืออะไร

 

ความเหงา หลายคนอาจนิยามมันเพียงแค่ ความรู้สึกในยามที่ไม่มีใคร

แต่ ความเหงา มันมีความหมายเพียงแค่นั้นจริงๆ หรือ

ความเหงา มันเกิดในยามที่มีคนมากมายห้อมล้อมไม่ได้รึอย่างไร

 

คำตอบของคำถามข้างต้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจ

บางคนให้อธิบายซ้ำไปซ้ำมากไม่ว่าจะมากครั้งเท่าไหร่ก็ไม่อาจเข้าใจ

แต่กลับบางคน ไม่ต้องพูดอธิบายอะไรก็สามารถที่จะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้

 

หลายๆ คนคงงง ว่าคราวนี้ไอ้เชี่ยเอกมันมาอารมณ์ไหนวะ ถึงได้ลงเอนทรี่แปลกๆ แบบนี้

คนอย่างเมิงเนี่ยนะ จะเข้าใจอะไรแบบนี้

คนอย่างเมิงเนี่ยนะกล้าจะมาเขียนเรื่องความเหงา ไหนจะไอ้เด็กเปรตที่ไม่มีอะไรทำรึไงเสือกจะมานั่งก่อกำแพง

 

ขอตอบอย่างง่ายๆ เลยว่า เอ่อ กรูนี่แหละที่จะมาเขียนให้พวกเมิงๆ ได้อ่านกัน

แล้วถ้าอยากรู้ว่าอารมณ์ไหน ก็ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า มันเป็นอารมณ์ นอย

ที่เกิดขึ้นจากการได้ดูหนังไทยดีๆ เรื่องหนึ่ง

 

รักแห่งสยาม ใครดูหนังเรื่องนี้แล้วได้อะไรจากมันบ้างกรูไม่อาจคิดแทนให้ได้

เออ กรูเพิ่งได้ดู มีไรไม๊ล่ะสัด ก็กรูอยู่ญี่ปุ่นนี่หว่า ถ้าไม่มีรุ่นพี่ใจบุญ กรูก็คงยังไม่ได้ดู 

กรูรู้พอชื่อหนังเรื่องนี้ปรากฏในเอนทรี่นี้ หลายคนก็คงเกิดคำถามขึ้นมาอีกนั่นแหละ

ว่าไอ้เอกมัน นอย หนังเรื่องนี้ มันมีอะไรแปลกๆ รึเปล่าวะ

 

เพราะบางคนถูกประเด็นบางประเด็นในหนังเรื่องนี้บดบังประเด็นอื่นที่หนังต้องการจะสื่อไปอย่างน่าเสียดาย

แต่สำหรับกรู มันคือหนังแห่งความเหงา มันเป็นหนังที่สื่อถึงความเหงาของมนุษย์ได้อย่างแจ่มชัด

 

แล้วมันเหงายังไงวะ กรูรู้ว่ามันต้องมีคำถามนี้

 

กรูจะบอกให้ฟัง..........คนเหงามันก็เหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำตายนั่นแหละ

ไม่ว่าอะไรลอยผ่านหน้ามา ก็ไขว่คว้าเอามาเป็นที่พึ่งไว้ก่อน

ถึงแม้ว่าไอ้สิ่งที่คว้าไว้มันจะช่วยพยุงตัวให้รอดชีวิตได้หรือไม่ก็ตาม

 

ครอบครัวเป็นที่พึ่งสุดท้ายของทุกคนจริงๆ หรือ

แล้วพวกเมิงลองคิดดู ว่าถ้าคนบางคนไม่อาจใช้ครอบครัวเป็นที่พึ่งได้ล่ะ

 

คนที่ไม่อาจร้องไห้ให้คนในครอบครัวได้เห็น

คนที่ต้องแสดงตนว่าเข็มแข็งเพื่อคนที่เค้ารัก

เพื่อให้คนที่เค้ารักสามารถใช้ตนเป็นที่พยุงตัวในยามที่กำลังจะตกลงในห้วงเหวของความทุกข์

 

คนที่สามารถเผยรอยยิ้มได้ในทันที ที่คนที่เค้ารักต้องการ

คนที่เหมือนจะยืดอกรับราวราวต่างๆ ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา

แต่จะมีใครรู้ ว่าคนคนเดียวกันนั้นเองที่ต้องโอบอุ้มหัวใจของตัวเองที่กำลังจะแตกร้าวเอาไว้ภายใน

 

พวกเมิงรู้รึเปล่า ว่านั่นแหละคือ อิฐ ก้อนที่หนึ่ง

 

เคยได้ยินเรื่องการปลูกฝังนิสัยโดยไม่ตั้งใจไหม

คนที่ถูกตั้งความหวังเอาไว้สูงลิบ คนที่เป็นความหวังของใครหลายคน

คนที่ไม่อาจเดินออกนอกทางที่ใครหลายคนอยากให้เป็น

คนที่ไม่อาจผิดพลาด

คำเอ่ยชื่นชมทุกๆ ครั้งที่คนคนนั้นได้รับมันไม่ได้ทำให้คนคนนั้นรู้สึกดีไปมันมันเลยซักนิด

เพราะคำสรรเสิญเหล่านั้นมันกลับยิ่งเป็นเหมือนบังเหียนที่มีคนมากุมไว้อย่างแน่หนา

 

นั่นแหละคือ อิฐ ก้อนที่สอง

 

อิฐ เพียงสองก้อนอาจจะสามารถกักขังเด็กน้อยผู้ก่อกำแพงไว้ภายใน

แต่มันไม่สามารถกีดขวางเด็กน้อยผู้ทำลายกำแพงได้

 

ในวันที่มีใครบางคนก้าวข้าม อิฐ เข้ามา

ใครบางคนที่พร้อมจะเข้ามาโอบอุ้มหัวใจที่แตกร้าว

ใครบางคนที่สามารถทำให้คนที่เสมือนว่าเข้มแข็งแสดงความอ่อนแอออกมาได้

ใครบางคนที่ทำให้เด็กน้อยเลิกคิดที่จะก่อกำแพง

 

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่งเด็กน้อยจะต้องเสียคนคนนั้นไป

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเด็กน้อยผู้ก่อกำแพงกับกับเด็กน้อยผู้ทำลายกำแพงออกจะต้องพรากจากกัน

คำตอบก็คือ มันกลายเป็น อิฐ ก้อนต่อๆ ไปน่ะสิ

 

เป็น อิฐ ชั้นดีที่ไม่ผุกร่อนเลยเชียวล่ะ

อิฐ ี่กำลังจะกลายเป็น กำแพง แข็งแกร่ง

กำแพง ที่กำลังจะกลบฝังเด็กน้อยไว้ภายใน

กำแพง ที่กีดกั้นเด็กน้อยออกจากความสัมพันธ์ใดๆ กับโลกภายนอก

 

แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนรายล้อม

แม้ผู้คนเหล่านั้นพยายามจะมอบความผูกพันมาให้เพียงใด

แต่เด็กน้อยก็ทำได้เพียงยอมรับคสามสัมพันธ์เพีบงฉาบฉวย

เพราะไม่มีสิ่งใดอาจหาญผ่าน กำแพง หนาแกร่งนั้นเข้ามาได้

 

คนที่เหงาเพราะไม่มีใคร อาจจะเหงาน้อยกว่าคนที่เหงาในขณะที่มีคนรายล้อมมากมายก็เป็นได้

 

ไม่รู้ทำไมยิ่งนานวัน กำแพง ที่ก่อตัวด้วย อิฐ ทีละก้อนมันถึงได้ยิ่งหนาและยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที

มันใหญ่โตจนแทบจะกลบฝังเด็กน้อยไปจากโลกแห่งความเป็นจริง

 

เด็กน้อยมีเพียงน้ำตาเป็นเพื่อนเท่านั้น

การได้ร้องไห้อาจะเป็นทางเดียวที่เหมือนจะช่วยหลบผ่าน กำแพง ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าไปได้

 

แต่จนวันหนึ่ง วันที่เด็กน้อยค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นจากฝันที่เต็มได้วยน้ำตา

เบื้องหลัง กำแพง ใหญ่ กลับมีแสงอาทิตย์แทรกผ่านทอดตัวลงมาจางๆ

 

มึงเป็นไงบ้างวะ มึงสบายดีใช่ไหม

เสียงแทรกผ่านช่องกร่อนเล็กๆ ของ กำแพง เข้ามากระทบโสตประสาทของเด็กน้อย

 

ไม่รู้ทำไม แต่แค่คำพูดเพียงสั้นๆ ง่าย

เด็กน้อยกลับเริ่มที่จะเอา อิฐ ที่ก่อเป็น กำแพง ออกทีละก้อน

 

อุ้งมือมากมายพยามยามช่วยรื้อ อิฐ เหล่านั้น

แต่ อิฐ ที่เด็กน้อยก่อขึ้นมันก็มากมายเหลือเกิน

ไม่ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ก็ดูเหมือน กำแพง มันยังไม่ยอมที่จะลงตวามสูงของตัวเองลงซักที

จนกระทั่งวันนี้ กำแพง นั่นมันก็ยังคงอยู่

ถึงแม้ความสูงมันจะลดหลั่นลงไปมากมายแล้วก็ตาม

 

คงเหลือเพียงรอวันที่จะได้พบกับผู้ทำลายกำแพงคนใหม่เพียงเท่านั้น

ที่จะช่วยให้เด็กน้อยพ้นจากปราการของ "กำแพง"

 

กำแพง ที่เรียกว่า ความเหงา

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วพวกเมิงเข้าใจกันไม๊ กรูไม่ได้หวังว่าพวกเมิงจะเข้าใจสิ่งที่กรูเขียนหรอกนะ

แต่คนที่เข้าใจช่วยบอกกรูที กรูจะได้รู้ว่ากรูไม่ได้บ้า

 

พอเหอะจบ นอย ว่ะ

March 02

Talking about Announcement!!!

 

 
กลับมาอัพในนี้แล้วนะค้าบบบบบบบบ
 
กลับมาอ่านกันซะดีๆ กรูบังคับ
April 23

Announcement!!!

ต่อจากนี้จะไป update ใน
นะค้าบบบบบ เพราะในนี้มันup รูปไม่ได้ไม่รู้เป็นอะไร
ยังไงก็แวะตามไปดูกันหน่อยละกันนะ
April 15

Tokyo

ได้ฤกษ์มาอัพซะที ตอนนี้ก็อยู่ญี่ปุ่นมาได้ 1 สัปดาห์ มีเรื่องตื่นตาตื่นใจมากมาย
ค่อยๆ เล่าแล้วกันเนอะ
 
วันเสาร์ที่ 7 เมษายน
          ไปถึงสนามบินด้วยใจระทึก ตื่นเต้นมาก เพราะออกนอกประเทศคนเดียวเป็นครั้งแรก
ตอนเดินเข้าไปในเกท หวิวมากๆ เลย รู้สึกว่าต่อจากนี้เราต้องอยู่คนเดียวแล้วสินะ
ไม่มีใครมาค่อยดูแลแล้ว น้ำตาแอบซึมเลย
          นั่งเครื่องบินมาถึงสนามบินโตเกียวนาริตะ ใช้เวลาประมาณ เกือบ 6 ชั่วโมง เหนื่อยมากๆ
แต่ยังดีที่อาหารอร่อย พอมาถึงก็อึ้งๆ มีพนักงานสนามบินเค้าจะให้ไปเข้าช่อง re-entry ขำเลย
กว่าเค้าจะรู้ว่าเราไม่ใช่คนญี่ปุ่นเป็นคนต่างชาติ จะเข้าประเทศเล่นเอาเหนื่อย
          คนต่างชาติเยอะมากเลย กว่าตรวจ passport เสร็จ เกือบ 30 นาที แหนะ
คิวยาวเฟื้อยเลย ตรวจเสร็จเดินออกมา รับกระเป๋าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี profeesor มารับ
ถึงที่สนามบินเลย ใจดีมากๆ
          จากสนามบินมาถึงมหาลัย ใช้เวลาเกือบๆ สองชั่วโมงเลย เพราะต้องผ่านกลางโตเกียว
พอมาถึงก็ตื่นเต้นดี มหาลัยเป็นมหาลัยเล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไร แต่เพียบพร้อมทุกอย่าง
          เย็นนั้น profeesor ก็พาไปเลี้ยงที่ Tenozu Isle อื้มมมม แบบว่าอิ่มมากกกกก
อาหารอร่อยสุดๆๆๆ
        
 
อาทิตย์แรก ก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการเรียนรู้สิ่งรอบตัว การใช้ชีวิตที่นี่สะดวกสบายมาก
ทุกอย่างง่ายไปหมด จะมีก็แต่ รถไฟนี่แหละที่ยังไม่เข้าใจมันซะที คงต้องใช้เวลาอีกหน่อย
 
เอกโชคดีมากที่มีรุ่นพี่คนไทยที่นี่คอยช่วยเหลือ พี่ๆ น่ารักทุกคน ฮาแตก เมาท์สนั่น
สรรหาของกินดีๆ มาตลอด ทำอาหารกินด้วยกันบ่อยเลย ไอ้เอกก็ตลกแดกกินฟรีตลอดค้าบบบ
Thai power มากๆ อย่าให้ได้รวมตัว ทุกชาติ กระเจิงหมด
 
ในแลบตอนนี้มีคนจีน 3 คน คนไทย 2 คน แล้วก็เด็กป.ตรี ญี่ปุ่น 4 คน หญิงล้วน
คนที่นี่แต่งตัวกันสุดๆ จริงๆ ค้าบบบบบบ หลุดออกมาจากนิตยสารเลย
 
ก็ร่าเริงไปเรื่อย จนถึงวันศุกร์ professor ให้ present งานที่จะทำ present ก็ราบลื่นดี
professor ชมด้วย เห้ออออ โล่ง
 
แล้วก็ล่าสุด ไปฮาราจุกุ กับชิบุย่ามาก ขอบอกสุดยอดดดดดดดดดดดดด
สยามชิดซ้ายตกข้างทางไปเลยค้าบบบบบบ ไอ้ที่พวกเราเคยเห็นกันในทีวีไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด
มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ค้าบบบบ เสียดายๆ มากๆ ที่ไม่ได้เอากล้องไปด้วย เง้อออ
 
วันจันทร์นี้ก็จะเริ่มทำแลบ แล้วค้าบบบบบ จะรอดป่าวก็ไม่รู้ ยังไงก็เอาใจช่วยกันหน่อยละกันเนอะ
 
วันนี้นึกอะไรไม่ออกละ ไว้นึกไรได้จะมาอัพเพิ่มละกัน
 
อัพรูปไม่ได้อะ ทำไมฟะเนี่ยยยยยยย
 
P.S. คิดถึงทุกคนนะเฟ้ยยยยยย
 
 
 
October 24

Party time

     เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นัดร่วมผล ชาว FoodTech #40 ที่ร้านใบไม่ร่าเริงสาขาอโศก นัดกันประมาณทุ่มนึง แต่ไอ้เอกก่าจาไปถึงก็เกือบ 2 ทุ่มแล้ว เพื่อนๆ ก็ซัดแหลกแดกกระจายกันไป เหลือวิญญานกับข้าวบางอย่างไว้ให้ดูเล่น แต่เราจะยอมไม่ได้ 555 เลยสั่งเพิ่มอีกซะหน่อย มีพี่เบนซ์แอบสั่งเป็ดร่อนด้วยเพื่อนๆ งงกันใหญ่ เพราะมันร่อนเจงๆ ครับทั่นผู้ชม ร่อนเข้าปากกันแป๊บบบบเดียวหมดเรียบเลย กินเสร็จก็ร้องเพลงต่อ ติดพันไปเรื่อย ถึงประมาณ เกือบ 5 ทุ่ม ก็เริ่มแยกย้ายกันกลับละ เสียดายมากที่มากันได้ไม่ครบ แต่แค่นี้ก็ดีใจแล้ว เพื่อนๆ ก็น่าตาดูสดใสกันดีทุกคนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงกันเลย ก็จะมีแต่ปุ้มนี่แหละ ทรงผมเมิงแมนมากๆ
     แต่ 55 คนอย่างไอ้เอกหรือจะรีบกลับ ไปต่อค้าบบบบบ กะเพื่อนอีก 5 คน มีเอ็ม จ๊อบ ใหม่ หลิว ลูกเกด ไปดึ๊ง ดึ่ง กันต่อที่ แจ่มบาร์ (เอ่ยชื่อร้านมา 2 ชื่อละ สงสัยต้องไปเก็บค่าโฆษณา) โอ้พระเจ้าทองหล่อหรือเนี่ย นึกว่าป่าช้า คนมันหายไปไหนหมดฟ่ะ พอเข้าร้านได้ก็นั่งหน้าเวทีกันเลยทีเดียว หูบอดไปข้างนึงเลย 555 เสียดายคนน้อยมาก แต่ไอ้ใหม่กะลูกเกด ก็คุ้มเพราะวันนี้ซันนี่ (พระเอกเพื่อนสนิท) มาเล่นดนตรี พอเค้าเล่นเสร็จไอ้ลูกเกดก็ตะเกียกตะกายไปถ่ายรูปกะเค้า แถมแมร่งเมาแล้วจะไปจับตรูดเค้า (ไอ้ลูกเกดเมิงแก้ตัวไม่ได้แน่ๆ เพราะกูมีหลักฐาน เราได้อัดวิดีโอไว้แล้ว) แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรมึนเร็วมากๆ สงสัยไม่ได้กินมานาน กินไปนิดส์เดียว เมาซะงั้นเร้ย แมร่ง คนก็น้อย เมาก็เร็ว แถมยังเจอภาพบาดตาอีก สิ่งมีชีวิตไม่สามารถระบุเพศได้คับทั่นเต้นแบบสุดแรงเท่าที่ชีวิตนี้จะออกแรงได้ แล้ว นม มันหลุดค้าบบบ มันก็ลวงขึ้นมาเต้นต่อหน้าตาเฉยมากๆๆๆ กรู sexเสื่อม ไปสามเดือนเต็ม 555
     พอวันรุ่งขึ้นเพื่อนเก่าสมัยมัธยมดั้นมาตีแบดในหมู่บ้านค้าบบบ มาปลุกกรูตั้งแต่ 9 โมง ครึ่ง กรูก็ไป เพื่อนมาทั้งทีไม่ไปได้ไง ตีแมร่งก็จาไม่ถูกลูกเอา ก็เพิ่งได้นอนตอน ตี 4 อ่า จาเอาไรก่ากรูมาก ตีเสร็จก็เลยกลับมานอนๆๆๆๆๆ ค้าบ เตรียมพร้อมชีวิตเข้าสู่วันปกติต้องติดเรื่อง Thesis อีกแว้วววววววว!!!!!
 
P.S. ไว้ว่างๆจามา up รูปให้ดูกันนะค้าบ
 
P.S. ถึงเพื่อนๆ ขอให้เราได้เจอกันแบบนี้เรื่อยๆ ไปนะ เอกว่าเรามาหากิจการทำร่วมกันดีก่า เปิดโรงงานแมร่งเลยดีมะ
 
LOve you all na
Take care. 
October 10

ปิดเทอมแล้วค้าบ

     ปิดเทอมแล้ว มีแต่กิน กะ นอน พุ่งย้วยกันเลยทีเดียว ช่วงนี้ชีวิตไอ้เอกก็ยังเหงา
เหมือนเดิมค้าบบบบบบบบบโสดสนิท ไม่ปลื้มเลย...จบ!! ไม่มีไรทำดูแต่หนัง
บางทีก็ต้องไปดูคนเดียวเศร้าเนอะ แต่อีกไม่นานก็จะมีงานทำละ เพราะให้ต้องส่ง proposal
แล้วทีนี้หละ หัวบานแน่ๆ
     เรื่อง happy ก็มีแล้ว เพื่อนๆ ป.โท ไปร้อง karaoke แว้วค้าบ ร้อง 3 ชั่วโมงรวด
ใจมากกกกกกกกกกกกกกกก รักเลย แต่กว่าจะได้เจอเพื่อนอีกนานเลย
เพื่อน ป.ตรีค้าบบบ ว่างนัดเจอกันด่วนนะค้าบ คิดถึงพวกเมิงงงงงงงงงง
     thesis ที่จะทำนะค้าบเป็น antimicrobial film นะค้าบเอาให้ห่อถนอมอาหาร
แต่ยังหา active compound ที่จะ blend ลงใน film ไม่ได้เลย เพื่อนๆคนไหนทำงาน
บริษัทที่มีพวกนี้ขาย โทรหาเอกด้วยน้า จาได้สรุป proposal ซะที
     อยากไปเที่ยวมากๆ วันเสาร์ที่ผ่านมาไอ้เอกอุตส่าห์ เตรียมตัวไปเที่ยว ปรากฎว่า
ไม่มีเพื่อนว่างเลยง่ะ เศร้าหว่ะ "กูบอกแว้วให้พวกเมิงเรียน โท กะกูจะได้มีเวลาไปเที่ยว"
แล้ววันที่ 25 -27 นี้ น้องเค้าจัดทริปไปต่างจัดหวัดกันน้า พี่ food ทั้งหลาย
ถ้าว่างก็อันเชิญนะคร้าบ ส่วนไอ้เอกก็ยังไม่แน่ถ้างานไม่เสร็จจก็อดไป  เศร้าง่ะ
     ก็ไม่มีอารายจา up แระ นึกไม่ออก แต่ช่วงนี้คง up บ่อย เพราะว่าง
(ว่างทั้งตัวและหัวใจกันเลยทีเดียว)   
 
P.S. รับสมัครด่วน แฟน 1 อัตรา ค่าตอบแทนดีเยี่ยม 
      ติดต่อด่วน...เอก